ปลัดขิก
เครื่องรางแห่งศรัทธาและศาสตราวุธ
ทางความเชื่อ
เรียบเรียงโดย
พลเรือตรี รศ.ทองใบ
ธีรานันทางกูร
คำนำ
เมื่อกล่าวถึง
“ปลัดขิก” ในสังคมไทยปัจจุบัน ภาพจำของคนส่วนใหญ่มักผูกติดอยู่กับเรื่องของความขลัง
เครื่องรางของขลังฝั่งมหานิยม
หรือบางครั้งอาจถูกมองด้วยสายตาเคลือบแคลงว่าเป็นเพียงสัญลักษณ์ทางวัตถุที่สื่อถึงความอนาจารและคติความเชื่อที่งมงาย
ทว่าหากเราลองก้าวข้ามผ่านมายาคติเหล่านั้น แล้วใช้แว่นตาทางประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยาโบราณคดีส่องมองลงไป
จะพบว่าวัตถุมงคลชิ้นเล็ก ๆ นี้ มีรากเหง้าอันยาวนานและแฝงไว้ด้วยภูมิปัญญา
คติธรรม และการปรับตัวทางวัฒนธรรมที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
(Ebook)
เรื่อง "ปลัดขิก : ความหมายและที่มา
พุทธคุณและความเชื่อ วิธีการพกพาและการบูชา เรื่องเล่ากล่าวขาน" จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อรวบรวมและเรียบเรียงองค์ความรู้เกี่ยวกับปลัดขิกอย่างรอบด้านและถูกวิธี
โดยมุ่งเน้นการให้ความรู้ในเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมานุษยวิทยา เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงต้นกำเนิดที่แปรเปลี่ยนมาจาก
“ศิวลึงค์” อันเป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระศิวะในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
สู่การหล่อหลอมเข้ากับความเชื่อพื้นบ้านและพุทธศาสนาในดินแดนไทยจนกลายเป็นเครื่องรางที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
เนื้อหาภายในเล่มไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่เรื่องราวปาฏิหาริย์ชวนอัศจรรย์ใจเท่านั้น
แต่ยังจำแนกให้เห็นถึงศาสตร์และศิลป์ในการสร้างของคณาจารย์ยุคเก่า
วัสดุธรรมชาติที่นำมาใช้ อักขระเลขยันต์ที่กำกับ
ตลอดจนหลักปฏิบัติและวิธีบูชาที่ถูกต้องตามกรอบประเพณี เพื่อไม่ให้ศรัทธากลายเป็นความหลงผิด
หรือลดทอนคุณค่าของเครื่องรางชนิดนี้ลง
ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า
Ebook เล่มนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจศึกษาในด้านคติชนวิทยา
ผู้นิยมสะสมเครื่องรางของขลัง ตลอดจนผู้อ่านทั่วไปที่ต้องการเข้าใจ “รากแก้ว”
แห่งความเชื่อไทยอย่างถ่องแท้
เพื่อให้ความศรัทธานั้นดำรงอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ มีสติ
และสามารถมองเห็นคุณค่าทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมานับร้อยนับพันปี
ด้วยความเคารพในศาสตร์และศรัทธา
พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร
สำนักพิมพ์ทองใบ
สารบัญ (Table of Contents): รายชื่อบทและเลขหน้า
บทที่ 1: รากเหง้าแห่งศรัทธา
ความหมายและที่มา
- 1.1 ปลัดขิกคืออะไร?: นิยามและลักษณะทางกายภาพของปลัดขิก
- 1.2 กำเนิดจากศิวลึงค์: การเดินทางทางวัฒนธรรมจาก "ศิวลึงค์"
ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู สู่เครื่องรางของขลังในสังคมไทย
- 1.3 คติความเชื่อพื้นบ้าน: ทำไมคนโบราณถึงยกย่องสัญลักษณ์นี้ให้เป็นสิ่งมงคลและเครื่องป้องกันภัย
- 1.4 วัสดุศาสตร์แห่งความขลัง: ประเภทของวัสดุที่นิยมนำมาเหลาหรือหล่อ (เช่น
ไม้คูณ ไม้รัก ไม้พยุง งากำจัด หรือโลหะอาถรรพ์)
บทที่ 2: อานุภาพแห่งความศักดิ์สิทธิ์
พุทธคุณและความเชื่อ
- 2.1 เมตตามหานิยมและมหาเสน่ห์: การใช้ปลัดขิกเพื่อการเจรจาค้าขาย
และการเป็นที่รักใคร่เอ็นดู
- 2.2 แคล้วคลาดและคงกระพันชาตรี: เรื่องราวการปกป้องคุ้มครองจากภัยอันตรายและศาสตราวุธ
- 2.3 กันคุณไสยและสิ่งอัปมงคล: คุณสมบัติในการล้างอาถรรพ์
กันภูตผีปีศาจ และลมเพลมพัด
- 2.4 ความต่างในสายวิชา: เปรียบเทียบจุดเด่นของปลัดขิกในแต่ละสาย
(เช่น สายเมตตาค้าขาย vs สายลุยเหนียว)
บทที่ 3: ศาสตร์และศิลป์
วิธีการพกพาและการบูชา
- 3.1 วิธีการพกพาที่ถูกต้อง: พกอย่างไรไม่ให้ศรัทธากลายเป็นความอนาจาร
(การคาดเอว, ใส่กระเป๋า, หรือการแขวนหน้าร้าน)
- 3.2 คาถาอาราธนาและวิธีปลุกเสก
(หัวใจปลัดขิก): รวบรวมบทสวดสำคัญ เช่น คาถาหัวใจโจร
คาถาเรียกทรัพย์ และการตั้งจิตอธิษฐาน
- 3.3 ข้อห้ามและข้อควรระวัง
(ความเชื่อโบราณ): สิ่งที่ห้ามทำหากอยากให้พุทธคุณยังคงความเข้มขลัง
- 3.4 เคล็ดลับสำหรับพ่อค้าแม่ขาย: วิธีการใช้ปลัดขิก
"จิ้ม" สินค้าเพื่อเรียกยอดขาย
บทที่ 4: ตำนานคณาจารย์และเรื่องเล่ากล่าวขาน
- 4.1 สุดยอดพระเกจิผู้สร้างตำนานปลัดขิก:
- หลวงพ่อเหลือ
วัดสาวชะโงก: เจ้าของตำนานปลัดขิกฉลามเมิน
- หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ:
ตำนานปลัดขิกวิ่งทวนน้ำ
- หลวงพ่อกวย
วัดโฆสิตาราม: ปลัดขิกเนื้อไม้และเนื้อโลหะที่มีพุทธคุณสารพัดนึก
- 4.2 เรื่องเล่าจากประสบการณ์จริง: ประสบการณ์เฉียดตาย
และเรื่องเล่าพลิกชีวิตจากร้ายกลายเป็นรวยของผู้บูชาปลัดขิก
- 4.3 ปลัดขิกในโลกยุคใหม่: การปรับตัวของเครื่องรางไทยสู่แฟชั่นและศิลปะร่วมสมัยในระดับสากล
บทที่ 5: บทสรุปแห่งศรัทธา
- 5.1 แก่นแท้ที่มากกว่าความงมงาย: การมองปลัดขิกในแง่ของเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ
และกุศโลบายในการดำเนินชีวิตอย่างมีสติ
- 5.2 บทส่งท้าย: ขอบคุณผู้อ่านและข้อคิดเตือนใจ
ส่วนท้าย
(Back
Matter)
- ภาคผนวก (Appendix): ตารางสรุปพระเกจิอาจารย์และคาถาบูชาแบบย่อเพื่อความสะดวกในการเปิดดู
- บรรณานุกรม (Bibliography): แหล่งอ้างอิงข้อมูลทางประวัติศาสตร์และตำราความรู้
- ประวัติผู้เขียน (About the Author): แนะนำตัวผู้เขียนหรือผู้รวบรวมข้อมูล
บทที่ 1: รากเหง้าแห่งศรัทธา
ความหมายและที่มา
วัฒนธรรมไทยเป็นวัฒนธรรมที่มีความหลากหลายและเกิดจากการผสมผสานหล่อหลอมของกระแสความเชื่อหลากสาย
ทั้งพุทธ พราหมณ์ และคติผีพื้นบ้านดั้งเดิม
หนึ่งในประดิษฐกรรมทางความเชื่อที่สะท้อนการปะทะสังสรรค์ทางวัฒนธรรมนี้ได้อย่างชัดเจนที่สุดคือ
"ปลัดขิก" เครื่องรางขนาดเล็กที่แฝงนัยลึกซึ้งเกินกว่ารูปลักษณ์ภายนอก
ในบทนี้เราจะย้อนเวลากลับไปสำรวจรากเหง้า นิยาม
และการเดินทางอันยาวนานของสัญลักษณ์แห่งความศักดิ์สิทธิ์นี้
1.1 ปลัดขิกคืออะไร?: นิยามและลักษณะทางกายภาพของปลัดขิก
หากจะนิยามในเชิงมานุษยวิทยา "ปลัดขิก" คือเครื่องรางของขลังชนิดหนึ่งของไทยที่มีลักษณะจำลองสรีระทางเพศของชาย
หรือที่เรียกว่า "ลึงค์" (Phallus) คำว่า "ปลัด"
สันนิษฐานว่าเพี้ยนมาจากคำว่า "ปรศุ"
หรือคำบาลีสันสกฤตที่สื่อถึงสิ่งเคารพ ส่วนคำว่า "ขิก"
เป็นคำสร้อยพื้นบ้านที่สื่อถึงความตลกขบขัน ขี้เล่น
หรือการทำให้กลายเป็นเรื่องธรรมดา เพื่อลดทอนความอุจาดและทำให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายในชีวิตประจำวัน
ในแง่ของลักษณะทางกายภาพ ปลัดขิกมักถูกรังสรรค์ขึ้นให้มีขนาดกะทัดรัด
ตั้งแต่ขนาดจิ๋วเท่าข้อนิ้วมือสำหรับพกพา ไปจนถึงขนาดใหญ่โตสำหรับบูชาประจำร้านค้า
สิ่งที่ทำให้ปลัดขิกแตกต่างจากท่อนวัตถุทั่วไปคือ "ศิลปะแห่งการสลักและการจาร"
- ส่วนหัว (The Tip): มักจะถูกเหลาหรือกลึงให้เป็นรูปทรงหัวหมวกเยอรมัน
หัวมน หรือทรงธรรมชาติ
- ส่วนตัว (The Body): เป็นพื้นที่สำหรับผูกลวดลายทางไสยศาสตร์
พระเกจิอาจารย์จะทำการ "จาร" (สลักด้วยเหล็กจาร) อักขระเลขยันต์โบราณ
เช่น ตัวขอม หรือตัวธรรม พร้อมกำกับด้วยยันต์หัวใจต่าง ๆ
เพื่อประจุพลังงานทางจิตลงสู่วัตถุนั้น
1.2 กำเนิดจากศิวลึงค์:
การเดินทางทางวัฒนธรรมจากเทวสถานสู่เครื่องรางพื้นบ้าน
รากแก้วที่แท้จริงของปลัดขิกสืบย้อนกลับไปได้ไกลนับพันปีในดินแดนชมพูทวีป
โดยมีต้นกำเนิดมาจาก "ศิวลึงค์" (Lingam) ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
ในลัทธิไศวนิกาย ศิวลึงค์คือสัญลักษณ์จำลองแทนองค์พระศิวะมหาเทพ
(โดยวางอยู่บนฐานโยนิที่เป็นตัวแทนของพระอุมาเทวี) ในยุคโบราณ
ศิวลึงค์คู่วัฒนธรรมชั้นสูง
เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประธานที่ประดิษฐานอยู่ใจกลางปราสาทขอมและเทวสถานขนาดใหญ่
ผู้คนกราบไหว้ด้วยความเคารพสูงสุดในฐานะ "ผู้สร้างโลก"
และสัญลักษณ์แห่งพลังอำนาจในการให้กำเนิดชีวิต
เมื่อวัฒนธรรมฮินดูเคลื่อนตัวเข้าสู่ดินแดนสุวรรณภูมิและหล่อหลอมเข้ากับสังคมไทย
คติการบูชาศิวลึงค์ขนาดใหญ่ในเทวสถานก็เริ่มแปรเปลี่ยนไป
สังคมไทยซึ่งเปิดรับพระพุทธศาสนาเป็นหลักได้ลดบทบาทของเทวรูปขนาดใหญ่ลง
ทว่าชาวบ้านยังคงมีความผูกพันกับพลังในการปกป้องและประทานความอุดมสมบูรณ์ของศิวลึงค์
พระเกจิอาจารย์และจอมขมังเวทย์ในอดีตจึงได้ทำการ "ย่อส่วน" ศิวลึงค์ขนาดยักษ์ให้กลายเป็นเครื่องรางชิ้นเล็ก
ๆ พร้อมทั้งประจุคาถาอาคมในสายพุทธคุณและไสยเวทย์ไทยเข้าไป
กลายสภาพจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ส่วนกลางในเทวสถาน สู่เครื่องรางของขลังส่วนบุคคลที่ชาวบ้านเรียกว่า
"ปลัดขิก" ในที่สุด
1.3 คติความเชื่อพื้นบ้าน:
ทำไมคนโบราณจึงยกย่องสัญลักษณ์นี้ให้เป็นสิ่งมงคล
หากมองด้วยสายตาของคนร่วมสมัย บางคนอาจตั้งคำถามว่า
เหตุใดสิ่งที่เป็นสรีระทางเพศจึงถูกนำมานับถือเป็นสิ่งมงคล? แต่สำหรับคนโบราณ
คตินี้มีกุศโลบายและมุมมองที่ลึกซึ้งกว่านั้น
1.
สัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์และการงอกเงย: ในอดีต
สังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรม ความอยู่รอดของชีวิตขึ้นอยู่กับผลผลิตทางการเกษตร
สรีระที่เป็นตัวแทนของการปฏิสนธิและการให้กำเนิด
จึงถูกยกย่องว่าเป็นพลังงานธรรมชาติที่บริสุทธิ์ เป็นสัญลักษณ์แห่งการงอกเงย
ความเพียบพร้อม และความไม่มีวันอดอยาก
2.
กุศโลบายการหักล้างพลังงานลบ (ความอุจาดสยบความชั่วร้าย): คนโบราณเชื่อว่า
สิ่งอัปมงคล คุณไสย หรือภูตผีปีศาจ มักกลัว "สิ่งที่เปิดเผยและดุดัน"
ปลัดขิกมีรูปลักษณ์ที่ตรงไปตรงมา
เป็นการแสดงออกถึงธาตุแท้ของธรรมชาติที่ไม่มีความอำพราง
ไสยศาสตร์สายดำหรือสิ่งชั่วร้ายจึงไม่สามารถต้านทานพลังงานอันบริสุทธิ์และตรงไปตรงมานี้ได้
3.
การลดรูปเพื่อให้ติดดิน: การเรียกชื่อให้ขบขันและพกติดตัวในที่ต่ำ
(คาดเอว) เป็นการดึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ลงมาอยู่เคียงข้างในชีวิตประจำวัน
ช่วยให้ผู้บูชารู้สึกอุ่นใจและปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา
ไม่ว่าจะอยู่ในเรือกสวนไร่นาหรือการเดินทางไกล
1.4 วัสดุศาสตร์แห่งความขลัง:
ประเภทของวัสดุที่นิยมนำมาเหลาหรือหล่อ
ความขลังของปลัดขิกไม่ได้เกิดขึ้นจากอักขระเลขยันต์และจิตตานุภาพของผู้เสกเท่านั้น
แต่ในตำราโบราณยังให้ความสำคัญกับ "ธาตุวัตถุ" หรือวัสดุที่นำมาสร้างเป็นอย่างยิ่ง
เพราะเชื่อว่าวัสดุจากธรรมชาติต่างมี "คุณวิเศษและเทวดารักษา"
ในตัวเองอยู่แล้ว โดยสามารถจำแนกออกได้ดังนี้:
- ไม้คูณ
(ไม้ราชพฤกษ์): ยอดนิยมอันดับหนึ่งในสายเมตตาและโชคลาภ
ถือเคล็ดตามมงคลนามว่า "ค้ำคูณ" ช่วยหนุนนำดวงชะตา
บรรเทาเคราะห์กรรม และค้ำจุนการค้าขายไม่ให้ตกต่ำ
- ไม้รัก
(ไม้รักซ้อน): เด่นทางด้านเมตตามหานิยม มหาเสน่ห์ และการเจรจา
ถือเคล็ดคำว่า "รัก" เพื่อให้ผู้คนรอบข้าง เพื่อนร่วมงาน
หรือลูกค้าเกิดความรักใคร่เอ็นดูและเมตตาสงสาร
- ไม้พยุง: ถือเคล็ดตามชื่อว่า
"พยุง" ช่วยพยุงฐานะ พยุงการเงิน
และประคับประคองชีวิตในช่วงที่เผชิญมรสุมหรือดวงตก ไม่ให้ดิ่งลงลึก
- งากำจัด /
งากำจาย: เป็นงาช้างตกมันที่หักคาอยู่กับต้นไม้ใหญ่ในป่าลึก ถือเป็น
"ของทนสิทธิ์" (วัตถุที่มีฤทธิ์เดชในตัวเองโดยไม่ต้องเสก)
มีอานุภาพสูงมากในด้านมหาอำนาจ ตบะบารมี แคล้วคลาด และสยบสิ่งลี้ลับภัยพาล
- โลหะอาถรรพ์: เช่น
เนื้อสัมฤทธิ์เดช, เมฆพัด, หรือนวโลหะที่ได้จากการหลอมรวมชนวนแผ่นยันต์ศักดิ์สิทธิ์
มักนิยมใช้ในปลัดขิก "สายลุยเหนียว"
เพื่อมุ่งเน้นความคงกระพันชาตรีและมหาอุดที่ทนทานต่อกาลเวลา
ข้อสังเกตจากผู้เขียน: การเลือกสรรวัสดุเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความลุ่มลึกในศาสตร์ของบรรพบุรุษ
ที่รู้จักนำ "ธรรมชาติวิทยา" มารวมเข้ากับ
"จิตวิทยาและความเชื่อ"
เพื่อให้เครื่องรางนั้นทรงพลานุภาพเกื้อหนุนผู้บูชาได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด
บทที่ 2: อานุภาพแห่งความศักดิ์สิทธิ์
พุทธคุณและความเชื่อ
ในบรรดาประติมากรรมขนาดเล็กหรือเครื่องรางของขลังไทย
"ปลัดขิก"
จัดเป็นวัตถุมงคลที่มีคติการสร้างแยกย่อยและจำแนกจำเพาะอานุภาพได้อย่างอัศจรรย์ใจที่สุดประเภทหนึ่ง
ความน่าสนใจไม่ได้อยู่เพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอก
ทว่าอยู่ที่วิทยาคมและการประจุพุทธาคมลงสู่เนื้อวัตถุตามตำราโบราณ
ซึ่งมีพลานุภาพครอบคลุมทั้งในทางโลกและทางจิตวิญญาณ
ในบทนี้เราจะมาเจาะลึกและขยายความถึงอานุภาพแห่งความศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 4 ด้าน
เพื่อให้เห็นถึงรากเหง้าแห่งศรัทธาอย่างถ่องแท้
2.1 เมตตามหานิยมและมหาเสน่ห์:
ศาสตร์แห่งการเจรจาและการครองใจมนุษย์
แม้รูปลักษณ์ของปลัดขิกจะแลดูเด่นชัดในเรื่องสรีระ
แต่ในทางคติชนวิทยาและความเชื่อโบราณ สิ่งนี้คือตัวแทนของ "การกำเนิด" และ "ความอุดมสมบูรณ์" (Fertility) ซึ่งเป็นพลังงานบวกขั้นสูงสุดในธรรมชาติ
ส่งผลให้พุทธคุณด้านเมตตามหานิยมมีอานุภาพโดดเด่นเป็นพิเศษ
- การเจรจาค้าขายและเรียกทรัพย์: ในมิติของการประกอบสัมมาอาชีพ
ปลัดขิกเปรียบเสมือนเครื่องมือจิตวิทยาเชิงพุทธคุณ
พ่อค้าแม่ขายนิยมนำมาตั้งวางหรือพกติดตัว ด้วยเชื่อว่าจะช่วยหนุนนำให้เกิด
"กระแสนิยม" ดึงดูดใจลูกค้าให้เข้ามาอุดหนุนอย่างไม่ขาดสาย
แม้ในยามเศรษฐกิจซบเซา การเจรจาต่อรองธุรกิจที่เคยติดขัดก็จะกลับกลายเป็นเรื่องง่าย
ได้รับความร่วมมือและเอ็นดูจากคู่ค้า
- การเป็นที่รักใคร่และเสน่หา: ในตำราการลงอักขระเลขยันต์
พระเกจิอาจารย์มักจะเดินจิตและจารยันต์ประเภท “นะอกแตก” หรือ “หัวใจมนุษย์” (เช่น
ยันต์นะจิตตัง หรือยันต์เมตตาใหญ่) ไว้ที่บริเวณตัวและหัวของปลัดขิก
เพื่อหวังผลให้ผู้ที่พบเห็นเกิดความรักใคร่เอ็นดู เมตตาสงสาร
และอยากเข้ามาปฏิสันถารด้วย เข้าหาผู้ใหญ่ได้รับความอุปถัมภ์ค้ำชู
และช่วยเปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นมิตร
2.2 แคล้วคลาดและคงกระพันชาตรี: เกราะกำบังภัยของชายชาตรี
อีกหนึ่งบทบาทสำคัญที่ทำให้ปลัดขิกกลายเป็นเครื่องรางคู่กายของชายชาตรี
รวมถึงทหารหาญและนักเดินทางมาทุกยุคสมัย
คือคุณวิเศษด้านการคุ้มครองป้องกันภัยจากศัสตราวุธและอุบัติภัย
- แคล้วคลาดจากภัยอันตราย: คำว่า
"แคล้วคลาด" ในศาสตร์แห่งเครื่องราง
หมายถึงการเบี่ยงเบนวิถีแห่งอันตรายไม่ให้มาตกต้องชะตากรรมของผู้บูชา
มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมามากมายเกี่ยวกับผู้ที่พกปลัดขิกแล้วรอดพ้นจากอุบัติเหตุทางรถยนต์
หรือภัยพิบัติได้อย่างฉิวเฉียด
ราวกับมีแรงลึกลับคอยดึงหรือผลักให้พ้นจากห้วงเวลาแห่งความตายนั้น
- คงกระพันชาตรีมหาอุด: ในสายวิชาของพระเกจิอาจารย์ยุคเก่า
การปลุกเสกจะเน้นการเดินธาตุและลงยันต์ “หัวใจโจร” หรือ “ยันต์มหาอุด” เพื่อสะกดความรุนแรงของอาวุธ
เนื้อหนังมังสาและกระดูกของผู้บูชาจะมีความทนทานต่อของมีคม คมขวาน
หรือแม้กระทั่งกระสุนปืน โดยเชื่อกันว่าหากถึงคราวคับขัน
พลังพุทธคุณจะช่วยกำบังตนหรือทำให้ศัตรูเกิดความพร่ามัว
ไม่สามารถทำอันตรายได้
2.3 กันคุณไสยและสิ่งอัปมงคล:
ศาสตราวุธทางจิตวิญญาณและการล้างอาถรรพ์
ข้อได้เปรียบอันเป็นเอกลักษณ์ของปลัดขิกที่เหนือกว่าพระเครื่องทั่วไป
คือ คุณสมบัติในการพกพาต่ำกว่าเอวได้
ซึ่งคติโบราณได้ซ่อนนัยสำคัญในเรื่องการต่อสู้กับ "สิ่งอัปมงคลฝ่ายต่ำ"
เอาไว้อย่างลึกซึ้ง
- การแก้ทางและล้างอาถรรพ์: ในโลกแห่งไสยศาสตร์
มีความเชื่อเรื่องคุณไสย ยาแฝด หรืออาถรรพ์ที่มากับสิ่งสกปรกและของต่ำ (เช่น
ประจำเดือน หรือน้ำมันพราย) ปลัดขิกถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นสิ่งที่
"ทนทานต่อของต่ำ" ดังนั้น
เมื่อผู้บูชาพกไว้ที่เอวหรือกระเป๋ากางเกง
มันจะทำหน้าที่เป็นเกราะซับแรงกระแทกจากคุณไสยเหล่านั้น
ไม่ให้เข้าสู่ร่างกายตนเอง
- กันภูตผีปีศาจและลมเพลมพัด: ลมเพลมพัดคือวิชาอาคมสายดำที่ถูกปล่อยลอยมาตามลมในยามค่ำคืน
หากผู้ใดดวงตกและไปทักหรือสัมผัสเข้า ของนั้นจะเข้าตัวทันที
อานุภาพของปลัดขิกจะช่วยขับไล่และสะท้อนกลับพลังงานลบเหล่านี้
รวมถึงสัมภเวสีและภูตผีปีศาจที่สิงสถิตตามที่มืดหรือป่าช้า
ไม่ให้เข้ามากล้ำกลายผู้บูชาได้เลย
2.4 ความต่างในสายวิชา: การเปรียบเทียบจุดเด่น เมตตาค้าขาย vs
สายลุยเหนียว
แม้จะได้ชื่อว่าปลัดขิกเหมือนกัน
แต่หากพิเคราะห์ลงไปในรายละเอียดทางคติชนวิทยา จะพบว่าพระเกจิอาจารย์แต่ละท่านมี "สูตรลัดและสายวิชา"
ในการประจุพุทธาคมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ซึ่งเราสามารถเปรียบเทียบข้อวัตรและจุดเด่นได้ดังนี้:
|
มิติการเปรียบเทียบ |
สายเมตตาค้าขาย (Compassion & Wealth) |
สายลุยเหนียว (Protection & Invulnerability) |
|
วัตถุประสงค์หลัก |
เน้นโชคลาภ ค้าขายคล่อง
เจรจาเข้าหาผู้คน |
เน้นมหาอุด
คงกระพัน กันภัย และมหาอำนาจ |
|
วัสดุที่นิยมใช้สร้าง |
ไม้มงคลนาม เช่น
ไม้คูณ (ค้ำคูณ), ไม้รัก (รักใคร่), ไม้กาฝากรัก,
หรืองากำจัด |
ไม้แก่นแกนที่ดุดัน
เช่น ไม้เมื่อย, ไม้พยุง, กัลปังหาดำ, หรือเนื้อโลหะสัมฤทธิ์หล่อโบราณ |
|
การลงอักขระเลขยันต์ |
มักจารยันต์ นะชาลีติ (หัวใจพระสีวลี),
ยันต์พุดซ้อน, หรือหัวใจมนุษย์ |
มักจารยันต์ กันหะเนหะ (หัวใจโจร), ยันต์อุกะปะสะ (หัวใจมหาอุด), หรือยันต์กระทู้เจ็ดแบก |
|
ลักษณะทางกายภาพ |
มักแกะสลักให้ดูเรียบร้อย
ขนาดกะทัดรัด หรือมีการแกะเป็นรูปนางกวัก/ลิงเกาะ |
มักแกะทรงหัวหมวก
(เช่น ทรงหัวหมวกเยอรมันของหลวงพ่ออี๋) สลักเสลาดูดุดัน มีเหลี่ยมมุมคมชัด |
|
กลุ่มผู้บูชาหลัก |
พ่อค้าแม่ขาย, นักธุรกิจ, นักเจรจา, ศิลปินนักแสดง |
ทหาร, ตำรวจ, ข้าราชการ, ผู้ที่ต้องเดินทางเสี่ยงภัยหรือทำงานเสี่ยงชีวิต |
บทสรุปจากผู้เขียน: ความแตกต่างในสายวิชานี้ แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของพระคณาจารย์โบราณ ที่ท่านมิได้สร้างวัตถุมงคลขึ้นมาอย่างไร้ทิศทาง ทว่าท่านเลือกปรับเปลี่ยน "ธาตุวัตถุ" และ "จิตวิทยาแห่งมนตรา" ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและภาระหน้าที่ของผู้บูชาในแต่ละบุคคลอย่างแท้จริง
บทที่ 3: ศาสตร์และศิลป์
วิธีการพกพาและการบูชา
หนึ่งในคุณลักษณะพิเศษที่ทำให้
"ปลัดขิก" แตกต่างจากพระเครื่องหรือเครื่องรางประเภทอื่น ๆ
ในสารบบวัตถุมงคลไทย คือ "ความยืดหยุ่นและความติดดิน" ในการพกพา
พระเครื่องส่วนใหญ่มีข้อจำกัดอย่างเคร่งครันว่าต้องอัญเชิญไว้ในที่สูง เช่น
คล้องคอ หรือประดิษฐานบนหิ้งพระ แต่สำหรับปลัดขิก
คติโบราณได้เปิดช่องทางให้สามารถพกพาติดตัวไปได้ในทุกสภาวะ
แม้กระทั่งในจุดที่ต่ำกว่าเอว อย่างไรก็ดี การพกพาและการบูชาปลัดขิกก็ยังมี
"ศาสตร์" และ "ศิลป์" ที่ต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง
เพื่อให้เกิดอานุภาพสูงสุดและไม่เป็นการลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ลงไป
3.1 วิธีการพกพาที่ถูกต้องตามคติโบราณ
การพกพาปลัดขิกมีกุศโลบายและวิธีจำแนกตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน
ดังนี้:
- การคาดเอว
(วิธีมาตรฐานสำหรับชายชาตรี): คนโบราณนิยมใช้เชือกถักหรือร้อยรัดปลัดขิกเข้ากับเอว
โดยให้ตัวปลัดขิกสัมผัสกับร่างกายโดยตรง
มีเคล็ดลับการหมุนตำแหน่งตามสถานการณ์ดังนี้:
- เมื่อเข้าหาผู้ใหญ่
หรือต้องการเมตตาค้าขาย: ให้หมุนปลัดขิกมาไว้ด้านหน้า
- เมื่อต้องเดินทางไกล
หรือเสี่ยงภัย (แคล้วคลาด): ให้หมุนไปไว้ด้านหลัง
- เมื่อเข้าหาเพศตรงข้าม
(มหาเสน่ห์): นิยมหมุนไปทางด้านซ้าย
- เมื่อต้องผจญภัยหรือต่อสู้
(คงกระพัน): นิยมหมุนไปทางด้านขวา
- การใส่กระเป๋ากางเกงหรือกระเป๋าพก: สำหรับยุคปัจจุบัน
การคาดเอวอาจไม่สะดวกนัก การใส่ในกระเป๋ากางเกงถือเป็นเรื่องที่ทำได้
ไม่ถือเป็นการลบหลู่
เนื่องจากปลัดขิกถูกปลุกเสกมาให้ทนทานต่อสิ่งสกปรกและคุณไสยฝ่ายต่ำอยู่แล้ว
- การจัดวางภายในร้านค้า
(สำหรับสายพ่อค้าแม่ขาย): นิยมจัดวางไว้ในตะกร้าเก็บเงิน ลิ้นชัก
หรือใส่ไว้ในโหลแก้วตั้งไว้หน้าร้าน
โดยให้ส่วนหัวของปลัดขิกหันออกไปทางหน้าร้านเพื่อ
"ทางเข้าของโชคลาภ"
3.2 คาถาอาราธนาและวิธีปลุกเสก
(หัวใจปลัดขิก)
การบูชาปลัดขิกให้ได้ผลดี
จำเป็นต้องมีการ "ปลุกธาตุ"
หรือการสวดมนต์อาราธนาเพื่อให้จิตของผู้บูชาเชื่อมต่อกับพลังอาคมที่พระเกจิอาจารย์ได้ประจุไว้
บทสวดที่นิยมใช้ทั่วไปมีดังนี้:
บทอาราธนาปลัดขิกทั่วไป
(คาถาหัวใจโจร)
"กันหะ
เนหะ"
(สวด ๓ จบ
หรือ ๙ จบ ก่อนพกพาติดตัว เป็นคาถาบทสั้นที่ทรงพลังในด้านแคล้วคลาดและมหาอุด)
คาถาบูชาปลัดขิกเพื่อเมตตาค้าขายและโชคลาภ
(ตั้งนะโม
๓ จบ)
"โอม
ละลวย มหาละลวย จงมาบังเกิดในจักขุประสาทของกู
นะชาลีติ
สิทธิลาภัง ภะวันตุ เม"
เคล็ดลับการสวด:
ในขณะที่สวดคำว่า "นะชาลีติ" ให้ระลึกถึงพระสีวลีผู้เป็นเลิศด้านโชคลาภ
จากนั้นให้นำหัวปลัดขิกไปจิ้มหรือแตะเบา ๆ ที่สินค้าที่จะขาย
หรือป้ายไปที่ป้ายหน้าร้าน เชื่อว่าจะช่วยดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาอุดหนุน
3.3 ข้อห้ามและข้อควรระวัง
(ความเชื่อโบราณ)
แม้ปลัดขิกจะมีความทนทานต่อสิ่งอัปมงคล
แต่ผู้บูชาควรระลึกถึงข้อปฏิบัติบางประการเพื่อความเป็นสิริมงคล:
1. ห้ามนำไปทุบตีหรือใช้ในทางประชดประชัน: มีความเชื่อว่าหากผู้บูชาโมโหแล้วนำปลัดขิกไปทุบตี
หรือสบถสาปแช่ง พลังพุทธคุณจะเสื่อมถอยทันที
2. ระวังการจัดวางร่วมกับพระพุทธรูป: แม้จะพกต่ำกว่าเอวได้
แต่เมื่อกลับถึงบ้านและต้องการเก็บรวมกัน ไม่ควร วางปลัดขิกไว้ในระดับเดียวกันหรือสูงกว่าพระพุทธรูป
หรือพระเครื่องที่เป็นรูปจำลองของพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์
ควรแยกถาดหรือวางไว้ในชั้นที่ต่ำกว่า
3. จิตใจต้องไม่เจตนาละเมิดศีลธรรม: อานุภาพด้านมหาเสน่ห์ของปลัดขิกมีไว้เพื่อความเมตตาและการผูกมิตร
หากนำไปใช้ในทางผิดศีลข้อ ๓ (กาเมสุมิจฉาจาร) หรือหลอกลวงผู้อื่น
ครูบาอาจารย์มักกล่าวไว้ว่านอกจากจะไม่ส่งผลดีแล้ว
อาจส่งผลสะท้อนกลับให้ชีวิตตกต่ำได้
3.4 เคล็ดลับสำหรับพ่อค้าแม่ขาย:
"ศาสตร์แห่งการจิ้มเรียกทรัพย์"
ในหมู่พ่อค้าแม่ขายยุคเก่า
มีศาสตร์แขนงหนึ่งที่เรียกว่า "การจิ้มของขาย" วิธีการคือ
ทุกเช้าก่อนเปิดร้าน หลังจากสวดคาถาบูชาเสร็จแล้ว
ให้ใช้ปลัดขิกจิ้มไปที่สินค้าที่คาดว่าจะขายยากที่สุด
หรือสินค้าที่เป็นตัวชูโรงของร้าน
โดยไล่จิ้มจากของชิ้นหนึ่งไปอีกชิ้นหนึ่งพร้อมกับท่องคำว่า "ขายดี
ขายดี" เป็นกุศโลบายในการสร้างความมั่นใจ
และเป็นการกระตุ้นพลังงานด้านเมตตามหานิยมให้หมุนเวียนอยู่ภายในร้านค้า
บทวิเคราะห์จากผู้เขียน: วิธีการพกพาและการบูชาปลัดขิก
สะท้อนให้เห็นถึงอุบายในการใช้ชีวิตของคนโบราณ ที่ต้องการเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจที่เข้าถึงง่าย
พร้อมลุยไปกับผู้บูชาในทุกสถานการณ์
โดยไม่จำเป็นต้องสร้างพิธีกรรมที่ยุ่งยากซับซ้อน แต่เน้นที่ "ความสม่ำเสมอของจิตใจและศรัทธา" เป็นสำคัญ
บทที่ 4: ตำนานคณาจารย์และเรื่องเล่ากล่าวขาน
หากปราศจาก
“ผู้สร้าง” ที่มีจิตตานุภาพอันแก่กล้า ปลัดขิกก็คงเป็นเพียงท่อนไม้หรือชิ้นโลหะแกะสลักธรรมดา
แต่ด้วยการประจุพุทธาคมและอำนาจจิตของพระเกจิอาจารย์ยุคเก่า
ได้ชุบชีวิตให้เครื่องรางชนิดนี้กลายเป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจ
ในบทนี้เราจะมาเจาะลึกถึง ๓
สุดยอดพระเกจิอาจารย์ผู้สร้างตำนานปลัดขิกสะท้านแผ่นดิน พร้อมเรื่องเล่าประสบการณ์จริงที่ถูกกล่าวขานสืบต่อกันมา
4.1 สุดยอดพระเกจิผู้สร้างตำนานปลัดขิก
๑. หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก จ.ฉะเชิงเทรา : เจ้าของตำนาน
"ปลัดขิกฉลามเมิน"
ในทำเนียบเครื่องรางของขลังไทย
ปลัดขิกของ หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก ถูกจัดให้อยู่ในอันดับต้น ๆ
ที่นักสะสมต่างแสวงหา ท่านมักจะใช้ไม้คูณหรือไม้แก่นแกนมาเหลาเป็นปลัดขิก
แล้วลงอักขระเลขยันต์ด้วยลายมือของท่านเองอย่างประณีต
- ตำนานฉลามเมิน: เรื่องเล่าขานอันเป็นที่มาของฉายานี้
เกิดขึ้นเมื่อคราวกองทัพเรือไทยเดินเรือผ่านน่านน้ำที่มีฝูงฉลามชุกชุม
มีทหารเรือคนหนึ่งพกปลัดขิกของหลวงพ่อเหลือผูกไว้ที่เอว
แล้วเกิดพลัดตกเรือลงไปในทะเล ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเพื่อนทหาร
ฝูงฉลามดุร้ายต่างว่ายเข้ามาล้อมรอบตัวเขา
แต่กลับทำเพียงแค่ว่ายวนไปวนมาแล้วก็ผละหนีไปอย่างน่าอัศจรรย์ใจ
ราวกับมองไม่เห็นทหารผู้นั้น
นับแต่นั้นมาทหารเรือและชาวประมงแถบชายฝั่งตะวันออกจึงต่างพากันเสาะหาปลัดขิกของท่านมาบูชาติดตัวกันถ้วนหน้า
๒.
หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ จ.ชลบุรี : ตำนาน "ปลัดขิกวิ่งทวนน้ำ"
พระเกจิอาจารย์ผู้เป็นที่พึ่งของทหารเรือไทยในยุคสงครามโลกครั้งที่
๒ ปลัดขิกของ หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ มีเอกลักษณ์โดดเด่นคือการแกะสลักที่เรียกว่า
"ทรงหัวนู่น" หรือ "หัวหมวกเยอรมัน"
และมักนิยมใช้ไม้กัลปังหาที่นำมาจากท้องทะเล
- ตำนานวิ่งทวนน้ำ: เป็นเรื่องเล่าที่ประจักษ์แก่สายตาชาวบ้านและลูกศิษย์จำนวนมาก
ยามที่หลวงพ่ออี๋ท่านทำการปลุกเสกปลัดขิกในบาตรหรือในพิธี
ท่านจะนำปลัดขิกไปลอยน้ำในคลองหรือชายทะเล ปรากฏว่าปลัดขิกเหล่านั้นกลับ "วิ่งทวนกระแสน้ำ" ได้อย่างรวดเร็วราวกับมีชีวิต
บางชิ้นถึงกับตั้งตรงและกระโดดโลดเต้นอยู่บนผิวน้ำ
จนชาวบ้านสะพรั่งกลัวและศรัทธาในอภินิหารเป็นอย่างยิ่ง ดั่งคำกล่าวที่ว่า "ปลัดขิกหลวงพ่ออี๋
บินได้ วิ่งทวนน้ำได้"
๓.
หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม จ.ชัยนาท : ปลัดขิกสารพัดนึก
หลวงพ่อกวย
ชุตินฺธโร ยอดพระเกจิอาจารย์ผู้มีจิตตานุภาพสูงและรักลูกศิษย์ยิ่งกว่าชีวิต
ปลัดขิกของท่านมีทั้งเนื้อไม้และเนื้อโลหะ โดยท่านมักจะลงยันต์
"นะชาลีติ" และยันต์หัวใจต่าง ๆ
- พุทธคุณสารพัดนึก: ปลัดขิกของหลวงพ่อกวยไม่ได้เด่นเพียงแค่ทางใดทางหนึ่ง
แต่เด่นทั้งคลาดแคล้ว กันคุณไสย และที่เยิยมมากคือ
"การเสี่ยงโชคและเมตตาค้าขาย" ลูกศิษย์สายนี้มักเล่าว่า หากอธิษฐานจิตบอกกล่าวหลวงพ่ออย่างแน่วแน่
ปลัดขิกของท่านจะช่วยพลิกฟื้นดวงชะตา
จากคนที่กำลังจะล้มละลายให้กลับมาลืมตาอ้าปากได้ในเวลาอันรวดเร็ว
4.2 เรื่องเล่าจากประสบการณ์จริง:
พลิกชีวิตและเฉียดตาย
เรื่องเล่าที่
๑: ลมเพลมพัดและอานุภาพการปกป้อง มีเรื่องเล่าของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ต้องเดินทางไปทำงานในแถบพื้นที่ชนบทที่มีการปล่อยของหรือคุณไสย
(ลมเพลมพัด) ในคืนวันเพ็ญค่ำหนึ่ง เขาได้ยินเสียงดังปังลึกลับบนหลังคาบ้านพัก
ทันใดนั้นปลัดขิกที่เขาคาดเอวอยู่ก็เกิดอาการ "สั่นเตือน" อย่างรุนแรงและหลุดร่วงลงพื้น
เมื่อเขาตื่นเช้ามาพบว่า ต้นไม้ใหญ่ข้างบ้านมีรอยไหม้เกรียมราวกระแสไฟฟ้าวาดผ่าน
ชายหนุ่มรอดพ้นจากการถูกคุณไสยเข้าตัวมาได้อย่างหวุดหวิด
โดยเชื่อว่าเป็นเพราะปลัดขิกที่พกอยู่ยอมรับแรงกระแทกจากอาถรรพ์นั้นแทนตนเอง
เรื่องเล่าที่
๒: แม่ค้าส้มตำกับปลัดขิกเนื้อไม้ ร้านส้มตำรถเข็นรายหนึ่งในจังหวัดระยอง
ประสบปัญหาเศรษฐกิจเงียบเหงา ขายไม่ได้แม้แต่ค่าน้ำมันรถ
วันหนึ่งได้รับมอบปลัดขิกไม้แกะสลักเล็ก ๆ จากผู้เฒ่าผู้แก่ท่านหนึ่ง
จึงนำมาใส่ไว้ในตะกร้าเก็บเงินและทำตามเคล็ดลับ
"ศาสตร์แห่งการจิ้มเรียกทรัพย์" ทุกเช้า ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากนั้นเพียง
๓ วัน ลูกค้าพากันมาจากไหนไม่รู้แห่กันมาเข้าคิวรอกันจนแน่นร้าน
ยอดขายทะลุเป้าทุกวันจนสามารถขยับขยายเปิดเป็นร้านใหญ่โตได้ในปัจจุบัน
4.3 ปลัดขิกในโลกยุคใหม่:
จากเครื่องรางสู่ศิลปะร่วมสมัย
เมื่อกาลเวลาแปรเปลี่ยน
ปลัดขิกไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในผืนผ้าขาวม้าของชายโบราณอีกต่อไป ในยุคปัจจุบัน
ปลัดขิกไทยได้ก้าวเข้าสู่การเป็น "เครื่องรางร่วมสมัย
(Contemporary Amulet)"
- งานดีไซน์ระดับสากล: นักออกแบบเครื่องประดับรุ่นใหม่ได้นำรูปทรงของปลัดขิกมาลดทอนความดิบแบบโบราณ
เพิ่มความโมเดิร์นด้วยการชุบทองคำขาว พิงค์โกลด์ หรือประดับพลอย
กลายเป็นจี้ห้อยกระเป๋าหรือพวงกุญแจที่ดูหรูหรา
- ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) สู่ชาวต่างชาติ: ชาวต่างชาติโดยเฉพาะในแถบเอเชีย
เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง และจีน ต่างให้ความสนใจปลัดขิกไทยในแง่ของ
"ศิลปวัฒนธรรมที่มีความขลัง"
และเครื่องมือกระตุ้นฮวงจุ้ยด้านโชคลาภ
ทำให้ปลัดขิกกลายเป็นหนึ่งในสินค้าวัฒนธรรมที่สร้างชื่อเสียงและรายได้เข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง
ต้องการดำเนินการต่อในส่วนสุดท้ายของ
Ebook เล่มนี้เลยไหมครับ?
เขียนต่อ
บทที่ 5: บทสรุปแห่งศรัทธา
ย้อนกลับไปปรับปรุงเนื้อหาบทก่อนหน้า
จงเขียนเนื้อหา
บทที่ 5: บทสรุปแห่งศรัทธา และส่วนท้าย ของ Ebook ปลัดขิก
บทที่ 5: บทสรุปแห่งศรัทธา
การเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์
คติความเชื่อ และอานุภาพที่เล่าขานกันมานับร้อยปีของ "ปลัดขิก"
นำพาเรามาสู่คำถามสำคัญในยุคปัจจุบันว่า แก่นแท้ของเครื่องรางชนิดนี้คืออะไรกันแน่? มันคือเรื่องของความงมงาย
สิ่งอนาจาร หรือแท้จริงแล้วคือมรดกทางปัญญาที่คนโบราณทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังได้ขบคิด
5.1 แก่นแท้ที่มากกว่าความงมงาย
หากเรามองปลัดขิกด้วยใจที่เปิดกว้างและปราศจากอคติ
จะพบว่าเครื่องรางชิ้นนี้คือ "กุศโลบายในการดำเนินชีวิต" ที่ลึกซึ้ง
- เครื่องเตือนสติให้ทำมาหากิน: สำหรับพ่อค้าแม่ขาย
การหยิบปลัดขิกขึ้นมาท่องคาถาและจิ้มสินค้าในทุก ๆ เช้า
ไม่ใช่เพียงการพึ่งพาปาฏิหาริย์ แต่คือการสร้าง "พลังใจ" และความพร้อมที่จะต้อนรับลูกค้าด้วยรอยยิ้มและความกระตือรือร้น
ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จในการค้าขาย
- เครื่องยึดเหนี่ยวในยามวิกฤต: ในยามที่ชีวิตต้องเผชิญกับความเสี่ยง
ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไกลหรือการผจญภัยในโลกกว้าง การมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เล็ก
ๆ คาดติดเอวไว้ ช่วยลดทอนความวิตกกังวลในจิตใจ ทำให้มีสติสัมปชัญญะที่มั่นคง
ควบคุมสถานการณ์รอบตัวได้ดียิ่งขึ้น
5.2 บทส่งท้าย:
ศรัทธาด้วยปัญญา
เครื่องรางของขลังทุกประเภท
ไม่ว่าจะเป็นพระเครื่อง ตะกรุด หรือปลัดขิก
จะทรงอานุภาพสูงสุดก็ต่อเมื่อผู้บูชาประพฤติตนอยู่ใน "ศีลธรรมอันดี" ครูบาอาจารย์ยุคเก่าต่างเน้นย้ำอยู่เสมอว่า “ต่อให้มีของดีล้นตัว
แต่ถ้าใจคดโกง ขี้เกียจทำกิน และผิดศีลธรรม
ของดีนั้นก็กลายเป็นเพียงเศษไม้เศษโลหะเปล่า ๆ”
ความศรัทธาในปลัดขิกจึงไม่ใช่การอ้อนวอนขอให้ร่ำรวยโดยไม่ลงมือทำ
หรือขอให้แคล้วคลาดทั้งที่ประมาทเลินเล่อ แต่คือการน้อมรับเอา
"พลังงานบวก" ความเชื่อมั่น
และความเคารพในครูบาอาจารย์มาเป็นแรงขับเคลื่อนให้เราดำเนินชีวิตต่อไปในทุก ๆ
วันอย่างมีสติและไม่ประมาท
ส่วนท้าย
(Back
Matter)
ภาคผนวก
(Appendix):
สรุปย่อคาถาและหัวใจปลัดขิกสำหรับการพกพา
เพื่อความสะดวกในการเปิดอ่านและนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
ผู้เขียนได้รวบรวมบทสวดสั้นที่นิยมใช้กำกับปลัดขิกไว้ดังนี้:
|
วัตถุประสงค์ |
บทสวด / คาถาบูชา |
เคล็ดปฏิบัติ |
|
แคล้วคลาด
คงกระพัน |
"กันหะ
เนหะ" (๓-๙ จบ) |
ท่องคำถามหัวใจโจร
หมุนปลัดขิกไว้ด้านหลังหรือด้านขวา |
|
เมตตาค้าขาย
เรียกทรัพย์ |
(ตั้งนะโม
๓ จบ)
"โอม
ละลวย มหาละลวย จงมาบังเกิดในจักขุประสาทของกู นะชาลีติ สิทธิลาภัง ภะวันตุ
เม" |
ท่องเสร็จแล้วใช้หัวปลัดขิกแตะสินค้า
หรือหันหัวออกหน้าร้าน |
|
มหาเสน่ห์
เมตตามหานิยม |
"นะมะพะทะ
นะเมตตา โมกรุณา พุทปรานี ธายินดี ยะเอ็นดู" |
ท่องก่อนออกเดินทางไปเจรจา
หมุนปลัดขิกไว้ทางด้านซ้าย |
===========================================
ประวัติผู้เขียน / สำนักพิมพ์ (About the Author)
ประวัติผู้รวบรวมและเรียบเรียง
พลเรือตรี รองศาสตราจารย์ ทองใบ
ธีรานันทางกูร
“จากวิถีแห่งธรรม สู่เกียรติภูมิราชนาวี
และปราชญ์ผู้รังสรรค์ปัญญา”
เส้นทางแห่งธรรมและพื้นฐานการศึกษา (ต้นกล้าแห่งปัญญา)
ชีวิตเริ่มต้นอย่างเรียบง่าย ณ ผืนแผ่นดินเมืองสี่แคว จังหวัดนครสวรรค์
ภายหลังสำเร็จการศึกษาชั้นประถมปีที่ ๔
ท่านได้ก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ตั้งแต่อายุ ๑๒ ปี
สั่งสมบารมีธรรมและวิชาความรู้ยาวนานถึง ๑๓ ปี
ในระหว่างนั้นท่านไม่เพียงศึกษาทางธรรมจนสอบได้ เปรียญธรรม ๙ ประโยค อันเป็นวิทยฐานะสูงสุดของคณะสงฆ์ไทย
แต่ยังมุมานะสอบเทียบวุฒิทางโลกจนสำเร็จการศึกษาชั้นสูงสุด (ม.ศ. ๕)
และคว้าปริญญาพุทธศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับสอง) จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
(มจร.)
ก้าวสู่โลกกว้างและความเป็นเลิศทางวิชาการ
(มหาปัญญาไร้พรมแดน)
หลังลาสิกขาเพื่อแสวงหาความรู้ในระดับสากล
ท่านได้เดินทางไปศึกษายังต่างแดนจนสำเร็จปริญญาโท (M.A. in Political Science) จากมหาวิทยาลัยปัญจาบ ประเทศอินเดีย ต่อมาในขณะรับราชการทหารเรือ
ท่านได้รับทุนอันทรงเกียรติจากกองทัพเรือให้ไปศึกษาต่อ ณ สถาบันระดับโลกอย่าง London
School of Economics and Political Science (LSE) มหาวิทยาลัยลอนดอน
ประเทศอังกฤษ จนสำเร็จปริญญา M.Phil ทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ด้วยวิทยานิพนธ์อันโดดเด่นเรื่องนโยบายต่างประเทศไทยต่ออินโดจีน
ในระหว่างอยู่ ณ ต่างประเทศ
ท่านยังได้สร้างเกียรติประวัติด้วยการดำรงตำแหน่งอุปนายกสามัคคีสมาคม
และเป็นบรรณาธิการวารสารสำคัญในพระบรมราชูปถัมภ์
ทั้งยังได้รับเกียรติให้เป็นอาจารย์พิเศษสอนภาษาไทย ณ SOAS มหาวิทยาลัยลอนดอน นับเป็นการเผยแผ่วัฒนธรรมไทยในดินแดนตะวันตกอย่างสง่างาม
เกียรติภูมิราชนาวีและบทบาทครูผู้สร้างคน
(ประทีปแห่งวิชาการ)
เมื่อกลับสู่มาตุภูมิ
ท่านได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจในฐานะอาจารย์ประจำกองวิชากฎหมายและสังคมศาสตร์
โรงเรียนนายเรือ ผลิตศิษย์ในราชนาวีรุ่นแล้วรุ่นเล่า จนได้รับพระราชทานยศเป็น พลเรือตรี
และตำแหน่งทางวิชาการเป็น รองศาสตราจารย์ ทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ ท่านยังได้รับเชิญเป็นอาจารย์พิเศษในสถาบันชั้นนำอีกมากมาย
ทั้งมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี, วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม,
และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.)
สำนักพิมพ์ทองใบ
(Thongbai
Publishing House)
มุ่งมั่นรังสรรค์และเผยแพร่ผลงานวิชาการ
วรรณกรรม คติชนวิทยา และองค์ความรู้ดั้งเดิมในรูปแบบดิจิทัล (Ebook) เพื่อสืบทอดภูมิปัญญา
เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทย และศาสตร์โบราณให้คงอยู่คู่สังคมยุคใหม่ด้วยความถูกต้อง
น่าเชื่อถือ และทรงคุณค่า
ช่องทางการติดต่อและติดตามผลงาน:
=============================
- บรรณานุกรม (Bibliography)
- กรมศิลปากร.
(๒๕๔๕). คติความเชื่อและศาสนาพื้นบ้านในสังคมไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภา.
- สุจิตต์
วงษ์เทศ. (๒๕๔๗). ศิวลึงค์และฐานโยนิ: รากเหง้าวัฒนธรรมความเชื่อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้.
กรุงเทพฯ: มติชน.
- สำนักพิมพ์ทองใบ.
(๒๕๖๙). ตำราประวัติและลายมืออักขระเลขยันต์พระเกจิอาจารย์ยุคเก่า. นนทบุรี:
ทองใบการพิมพ์.
- บันทึกประวัติหลวงพ่อเหลือ
วัดสาวชะโงก และหลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ. (ม.ป.ป.). เอกสารแจกในงานนิทรรศการประกวดพระเครื่องและเครื่องรางไทย.

No comments:
Post a Comment